เรือดำน้ำ ไทย

วันนี้เราจะมาพูดถึงสิ่งที่ต้องบอกเลยว่าเต็มไปด้วยเสียงคัดค้านเลยก็ว่าได้จากหลายฝ่ายนั่นก็คือ เรือดำน้ำ ไทย มันเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ในขณะนี้ซึ่งทุกคนน่าจะรู้กันดีว่าในปัจจุบันนั้น ไม่ว่าจะเศรษฐกิจหรืออะไรก็แล้วแต่กำลังย่ำแย่และยังไม่มีการพัฒนา ถึงแม้ว่าจะผ่านการบริหารมาหลายปีแล้วแต่ก็ยังนำงบประมาณไปใช้จ่ายโดยที่ไม่คำนึงถึงปัญหาที่ควรแก้ในปัจจุบัน และในทุกวันนี้ยังได้มีเชื้อไวรัส covid ที่ยังเป็นปัญหาและสร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนทุกๆคน แต่ต้องบอกเลยว่ากองทัพเรือก็ยังยืนยันว่าเรือดำน้ำนั้นมันก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เนื่องจากใช้ในการรักษาความมั่นคงของผลประโยชน์ทางทะเล ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเรารู้กันดีว่าจะไม่มีสงครามเกิดขึ้นก็ตามตากองทัพเรือ ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าอย่างไรก็ต้องมีการจัดซื้อเรือดำน้ำซึ่งได้มีมติเห็นชอบในการซื้อ 1 กรัมจำนวนเงิน 1.35 หมื่นล้านบาท

เรียกได้ว่าเงินที่ใช้จ่ายไปกับงบประมาณซื้อเรือดำน้ำงบประมาณในปี 2563 นั้นยังไม่หมดเพียงเท่านี้ยังมีการจัดซื้ออีก 2 ลำเนื่องจากปัญหาโควิตที่เกิดมาตั้งแต่เรียกว่าต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 จึงมีการคืนงบประมาณแล้วได้จ่ายงวดแรกไปแล้วและงวดสุดท้ายที่จะต้องจ่ายก็คือ 2570 ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าประเทศไทยจำเป็นจะต้องมีเรือดำน้ำหรือไม่ในเมื่อทุกวันนี้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องควรมาก่อนเสียด้วยซ้ำสาเหตุใดทำไมจึงนำเงินไปใช้จ่ายโดยที่ไม่คำนึงถึงสิ่งต่างๆเงินจำนวนนั้นสามารถนำมาพัฒนาประเทศได้หลากหลายมากๆ ซึ่งเราก็ต้องรอดูต่อไปว่าการซื้อเรือดำน้ำมานั้นมันจะได้ใช้ประโยชน์อะไรถึงแม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านมากมายแต่มันก็เป็นเสียงที่ไม่มีใครสนใจ 

ในตอนนี้ต้องบอกเลยว่าเป็นปัญหากันอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นดังนั้นได้มี ส.ส. เพื่อไทย ได้จี้ถามไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับารจัดซื้อยุทโธปกรณ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรือดำน้ำหรือรถถังก็ตามซึ่งก็บอกเลยว่า ไม่ว่าใครก็ยังคิดว่าการซื้อสิ่งเหล่านี้ในช่วงเวลานี้มันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรสักเท่าไหร่ แต่ต้องบอกเลยว่าในช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีนั้น ได้มีช่วงหนึ่งที่มีการอภิปรายของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีการชี้แจงด้วยตัวเองเกี่ยวกับการซื้อยุทโธปกรณ์ต่างๆ ว่าเหตุใดทำไมการจัดซื้อเรือดำน้ำ และรถถังแต่ต้องบอกก่อนว่ารองนายกด้วยพูดว่าตนเองนั้น ไม่ใช่คนที่เป็นคนจัดหา แต่สิ่งที่ต้องการก็คือเป็นความต้องการของเรากองทัพ ซึ่งก็เหมือนกับการที่กล่าวว่ากองทัพเรือมีความต้องการที่จะต้องซื้อ และมีการจัดสรรงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้เพียงเท่านั้น

เรือดำน้ำ ไทย

การซื้อเรือดำน้ำเป็นไปตามแผนไม่เลื่อนอย่างแน่นอน

เป็นประเด็นที่น่าสนใจในขณะนี้เลยก็ว่าได้สำหรับการจัดซื้อเรือดำน้ำของรัฐบาล เรียกได้ว่ากู้แล้วกู้อีกกูอย่างเดียวเท่านั้นมีการจัดซื้อเรือดำน้ำจำนวน 2 ล็อต ซึ่งต้องบอกเลยว่างบประมาณที่ใช้ไปก็เอา 22,500 ล้านบาท แต่แค่นั้นยังไม่พอต้องบอกก่อนว่าได้มีการวางงบประมาณเอาไว้อีก ซึ่งต้องบอกเลยว่าหลายคนก็คงงงทำไมถึงเอาไปปรนเปรอกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันถ้าคุณลองมองกลับมาดูเศรษฐกิจภายในประเทศ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศเงินเหล่านั้น มันสามารถเอามาแก้ไขปัญหาสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ใหญ่ กลับไม่สนใจสนใจแต่งบในการจัดซื้อเรือดำน้ำแต่ก็ยังอ้างว่าไม่ได้อยากซื้อตามใจตัวเอง ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ

สำหรับโครงการนี้เป็นโครงการที่มีการเริ่มต้นมาจากรัฐบาล คสช ซึ่งต้องบอกเลยว่ามีรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการนี้มากถึงแล้วบอกเลยว่ามีการวางแผนเอาไว้ สำหรับการจัดหาเรือดำน้ำให้กองทัพเรือซึ่งต้องบอกเลยว่ามีการวางแผนเอาไว้ถึง 3 ลำด้วยกัน เป็นเรือดำน้ำของประเทศจีนโดยใช้งบประมาณดีสูงพอสมควรเลยทีเดียว ในการจัดในครั้งนี้เพราะว่าเรือดำน้ำแต่ละร้านก็มีราคาค่าใช้จ่ายที่สูงเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรือดำน้ำจากจีนที่มีชื่อว่า s26t มูลค่า 13500 ล้านบาท และที่สำคัญต้องบอกก่อนว่าได้มีการลงนามไปแล้วสำหรับการซื้อตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2560 แล้วต้องบอกเลยว่าเรือดำน้ำลำแรกของประเทศไทยก็อาจจะได้รับการส่งมอบเมื่อช่วงกลางปี 2556 ซึ่งอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

เรือดำน้ำของผลประโยชน์

ในประเทศไทยนั้นต้องบอกด้วยว่ามีการส่งออกสินค้า เป็นจำนวนมากทางทะเลซึ่งต้องบอกเลยว่าการส่งออกนี้สูงมากๆ และสามารถทำกำไรได้เป็นอย่างดีการส่งออกเป็นตัวช่วย ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศลื่นไหลจะแย่จะได้ดีก็ขึ้นอยู่กับการส่งออก ดังนั้นต้องบอกเลยว่าโดยส่วนใหญ่แล้วจะมีการนำเข้า และส่งออกสินค้าในทวีปยุโรปและเอเชียและอเมริกา ดังนั้นต้องบอกเลยว่าเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาการปิดล้อมพื้นที่หรือข้อพิพาททางทะเล ซึ่งเอาง่ายๆว่าเรือดำน้ำจะเป็นสิ่งที่เล่นตัวช่วยการลดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก เป็นพื้นที่ที่ด้านภูมิศาสตร์มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกติดดาวถ้าเกิดกรณีพิพาท หรือขัดแย้งกับประเทศอื่นต้องบอกเลยว่าการถูกปิดดาวนั้น จะเป็นสิ่งที่ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอน เพราะการส่งออกจะต้องชะงักและติดขัดจงทำให้เศรษฐกิจนั้นอาจจะเกิดความเสียหาย